Talk

ลิงค์สำหรับดูทีวีออนไลน์

http://my.trueworld.net/liveTV/liveTVViewer.jsp?channelAt=24

ลิงค์สำหรับดูทีวีย้อนหลัง เลือกช่อง วัน และ เวลา ที่ต้องการชม
http://www.me.in.th/live
(เลือกช่อง วัน เวลา )

มาเปลี่ยน iPod Nano มาเป็นโค้ชวิ่งกันเถอะ

 อุปกรณ์เสริมนี้เป็นการร่วมมือกับบริษัทกีฬาอย่างเป็นทางการ,อุปกรณ์เสริมสำหรับคนรักการวิ่งและ ฯลฯ นั้นคือคำจำกัดความของ Nike+iPod ที่เป็นการร่วมมือกันระหว่างแอปเปิ้ลและไนกี้ทำอุปกรณ์เสริมออกมาในแบบชนิดที่คาดไม่ถึงกันทั้งวงการ

โดยอุปกรณ์ที่มาในกล่องแบ่งเป็น 2 อย่างด้วยกันนั้นคือตัวเซนเซอร์ส่งสัญญาณที่นำไปติดไว้กับรองเท้าเพื่อหน้าที่ส่งข้อมูลการวิ่งของเรามายัง iPod nano รูปร่างหน้าตาของตัวเซนเซอร์มีขนาดประมาณเหรียญสิบบาท ตัวเครื่องเป็นสีขาวล้อมด้วยแถบคาดสีแดง ด้านหลังเครื่องมีปุ่ม Sleep สำหรับการปิดใช้งานชั่วคราว และสำหรับตัวรับสัญญาณที่ต้องนำมาต่อกับ iPod nano ก็มีขนาดเล็กพอสมควรรูปร่างหน้าตาไม่มีอะไรพิเศษมากนัก

การทำงานของ Nike + iPod

หลาย ๆ ท่านที่พอจะได้รับทราบข้อมูลกันมาบ้างแล้วคงสงสัยว่าเจ้าตัวนี้ส่งสัญญาณยังไงจะเป็นการส่งด้วย bluetooth หรือเปล่า จริง ๆ แล้ว Nike + iPod ส่งสํญญาณโดยอาศัยคลื่นวิทยุที่ความถึ่ 2.4 GHz การทำงานของ Nike + iPod ใช้วิธีจับสัญญาณการสั่นสะเทือนซึ่งเป็นวิธีที่พบเห็นได้ทั่วไป อายุการใช้งานของชุด Nike+ Kit นั้นทางไนกี้บอกว่าสามารถใช้งานได้ราว 1,000 ชั่วโมง ซึ่งเท่ากับว่าถ้าเราวิ่งวันละ 1 ชั่วโมงก็ใช้งานได้ถึง 3 ปีทีเดียว

เริ่มแรกก็นำตัวเซนเซอร์มาสวมเข้ากับรองเท้าไนกี้ และนำตัวรับสัญญาณต่อเข้ากับ iPod nano ก็จะมีเมนู Nike + iPod ปรากฏขึ้นที่หน้าจอทันที (iPod nano ต้องเป็นเวอร์ชั่น 1.2 ขึ้นไป ) ซึ่งก่อนที่เริ่มต้นการใช้งานต้องทำการคาลิเบรทเพื่อให้ Nike + iPod มีความเที่ยงตรงเหมาะกับจังหวะก้าวเดินและวิ่งของเราเสียก่อน หลังจากนั้นก็ตั้งค่าอีกเล็กน้อยอย่างน้ำหนักตัว,เพลงที่ช่วยกระตุ้นในการวิ่ง (PowerSong) ,ระยะทางจะให้บอกเป็นกิโลเมตรหรือไมล์,เสียงผู้ช่วยว่าจะให้เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

หลังจากตั้งค่าต่าง ๆ ได้หมดแล้วก็เข้าสู่เมนูหลักซึ่งสามารถตั้งค่าการวิ่งตามสะดวกได้ทั้งนำระยะทางมาเป็นเกณฑ์ในการวิ่ง(Distance),การเผาผลาญแคลอรี่(Calories),การใช้เวลาเป็นตัวกำหนด(Time) หรือจะวิ่งไปเรื่อย ๆ แบบไม่ต้องตั้งค่าเหล่านี้ก็ได้ ซึ่งเมื่อเริ่มต้นวิ่งจริง ๆ บนหน้าจอจะแสดงผลต่าง ๆ ทั้งระยะทางที่วิ่ง,ค่าเฉลี่ยการวิ่ง/กิโลเมตรและเวลาที่ใช้ในการวิ่งซึ่งจะแสดงผลเป็นตัวเลขสีแดงขนาดใหญ่ ซึ่งตัวเลขสีแดงขนาดใหญ่จะเปลี่ยนเป็นค่าต่าง  ๆ ตามแต่ที่เราตั้งเงื่อนไขในการวิ่งทั้งการเผาผลาญแคลอรี่และตามระยะทาง ซึ่งขณะวิ่งอยู่ในถ้าเราต้องการรู้ข้อมูลในการวิ่งปัจจุบันสามารถกดปุ่มตรงกลางแล้วจะมีเสียงผู้ช่วยบอกข้อมูลทั้งหมดให้เราได้ยิน หรือถ้าวิ่งถึงช่วงพีคสุดๆก็สามารถกดปุ่มตรงกลางค้างไว้สักครู่เพื่อให้เปลี่ยนเป็นเพลงที่ช่วยกระตุ้นในการวิ่ง (PowerSong) ได้เลยทันที และเมื่อวิ่งได้ตามระยะทางที่ต้องการแล้วเราก็สามารถดูประวัติการวิ่งของเราได้ทั้งหมดจากเมนู History ซึ่งก็จะบอกข้อมูลทั้งหมดของการวิ่งแต่ละครั้งและตรงนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการนำข้อมูลของเราโชว์ต่อสายตาอีกหลายคู่ผ่านทางอินเตอร์เน็ทอีกด้วย

หลังจากวิ่งเสร็จแล้วก็นำ iPod nano ต่อเข้ากับโปรแกรม iTunes ในเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อทำการโอนข้อมูลการวิ่งของเรา ซึ่งสังเกตได้ว่าในเมนูการตั้งค่าของ iPod จะมีเมนู Nike + iPod เพิ่มขึ้นมาและใช้จัดการข้อมูลในการวิ่งของเราและเพื่อให้ข้อมูลต่าง ๆ สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นทางไนกี้ได้เตรียมเว็บไซท์ nikeplus.com เพื่อรองรับนักวิ่งทั้งหลายให้นำข้อมูลการวิ่งขึ้นไปบนเว็บไซท์ได้ทั้นทีอีกด้วย

ราคา : Nike+iPod Sport Kit ราคาโดยประมาณ  30 เหรียญ

ทุกวันนี้การเขียนชื่อไฟล์ เราควรจะเขียนเป็นภาษาอังกฤษมากกว่าที่จะเขียนเป็นภาษาไทย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้น  ตอนนี้ก็มีความลำบากในการสะกดภาษาอังกฤษให้ทับศัพท์คำไทย เช่น คำว่า แพ้ใจ จะสะกดอย่างไร เราก็เลยต้องหาเครื่องมือในการช่วย เพราะมีความจำเป็นจะต้องสะกดชื่อเพลงไทยอยู่เป็นประจำ  แล้วเราก็ได้เว็บนี้ช่วยเราได้ นั่นคือ

http://www.thai2english.com

เพียงแค่พิมพ์คำไทยลงในช่อง แล้วกดปุ่ม Submit ระบบจะแปลและสะกดคำเป็นภาษาอังกฤษให้เราอย่างง่ายดาย